การทำสมาธิ

ตอน 1

ต่อไปผู้เขียนจะขอเล่าถึงหรือเขียนถึงการทำสมาธิตามตำราของหลวงพ่อ เบื้องต้นตามที่ผู้เขียนฝึกฝนและเรียนมา ใช้เวลาฝึกฝนอยู่ตั้งแต่จบ ป. 4 (10 ขวบถึง 66 ปีเพิ่งจะเรียนจบอนุบาล ตอนนี้ศึกษาอยู่ประถม 1 ใช้เวลาศึกษาอยู่ 55 ปี) ผู้เขียนรอดจากคุกไม่เจ็บป่วยด้วยโรคร้าย ไต, มะเร็ง, เอดส์ฯ ก็เพราะเกิดจากการทำสมาธิ, ศีล และบุญ รอดจากคุกคือมีสติ ไม่ไปยิงเขาทำร้ายเขา ขาดสติขาดความอดทน ตอนที่ผู้เขียนอายุ 10 ขวบ (จบ ป.4) ได้เดินทางไปเรียนวิธีทำสมาธิจากหลวงพ่อ (พ่อของผู้เขียนบ้านเดิมอยู่ติด ๆ กับวัดไม่ไกล ชื่อบ้านหัวเด่น ย่าฉวน เป็นแม่ของพ่อ ได้ดูแลหลวงพ่อ อยู่ที่วัด อายุแก่กล้าหลวงพ่อ 7-8 ปี ตอนหลังเดินไม่ไหว ได้ให้น้องสาวคือ นายฉาย มาดูแลแทนอยู่ 3-4 ปี หลวงพ่อก็มามรณภาพ พ่อมาอยู่กินกับแม่ที่บ้านปากน้ำ เขตติดต่อชัยนาท ระยะทางห่างวัด 34 กิโลเมตร) ผู้เขียนอยากเก่งแบบขุนแผน (ไอดอล) จริง ๆ คือ อยากเรียนอาคม, อยากเก่ง, ร่องหน, หายตัว, คงกระพัน, เมตตาฯ ได้มาพูดกับท่านว่า อยากเรียนทางใน (สมาธิ) และอาคม ท่านเมตตารับไว้ (พ่อเคยยกให้หลวงพ่อ ตอนไม่สบาย (เจ็บ) ตอนอายุ 4 ขวบ (ไว้โก๊ะให้ 5 โก๊ะ) ได้ไปวัดแทบทุกครั้ง ก็จะนั่งสมาธิ อยู่ชั้นรับแขก (ชั้นเดียวกับสุนัขของท่าน) นั่งสมาธิหัวโด่ อยู่แต่คนเดียว รอบ ๆ ตัวหมาเขาจะมานั่งนอนด้วย หลายครั้งแขกมาธุระ เป็น 2-3 ชั่วโมง เขาไม่เห็นผู้เขียน คือเขาไม่คิดว่า มีคนนั่งปนอยู่กับหมา ผู้เขียนได้ฝึกสมาธิอยู่หลายปี เรียนภาคปฏิบัติบ้าง เช่นดับพิษไฟ, คงกระพัน, ปลุกของ, เพ่งวัตถุ, ให้วิ่ง, ให้หยุด เอาแบบเล็ก ๆ ก่อน, นั่งสมาธิในน้ำ เรียนการสร้างวัตถุมงคลบ้างฯ การเรียน เรียนตรงเสากลางกุฏิ ชั้นกลางติดเสา เขียนนะแสนยันต์ก็เขียนตรงนั้น เขียนลงพื้นหลวงพ่อใช้เล็บเขียนลงพื้น เรียนอยู่แต่คนเดียว แต่เวลาครอบหัวหมู ได้ครอบ 2 คน กับ อ.ตั้ว (อดีตเจ้าอาวาสวัดซับลำใย) เขาเป็นเณรอายุ 18-19 ปี ผู้เขียน 19-20 ปี อ.ตั้งเป็นพระโหล่ (โหล่ ไม่ใช่ โหล) เป็นศิษย์สัก อ.สมภพ วัดสาลิโข (มีลายสัก ลายเดียวกับผู้เขียน จึงชอบพอกัน นับเนื่องกัน) ผู้เขียนก็เรียนสมาธิ, อาคม ฯ ได้หน้าลืมหลัง ก้าวหน้า 3 ถอยหลัง 1 ศีลก็แม่นมั่งไม่แม่นมั่ง พูดจาตรงมั่ง ไม่ตรงมั่ง, ฆ่าสัตว์มั่ง เผลอไป ขาดสติ มีเชือดไก่, ทุบปลา, ดักปลาหาปลา ทำตัวเป็นพราน ฆ่าสัตว์ ขาดสติ ฆ่างู ดังสัตว์, ตีผึ้ง, ฆ่าคางคก (เข้าบ้าน), ฆ่าหนู, สมาธิที่เกิดเดี๋ยวเกิด, เดี๋ยวดับ ปัญญาก็เช่นกัน ศีลที่เลวร้ายสุด คือ มุสา มีคนมาถามเรื่องพระจริง พระปลอม ก็พูดเอาใจเขาว่า “สวย” จิตใจตกต่ำ ไม่มีพลัง วิชาอาคมที่ได้จึงได้แบบเป็ด, แบบค้างคาว, แต่เอาตัวรอด เคยฝึกวิชาหายตัว นั่งสมาธิบนหลังคา แดด ๆ ทำได้แต่ว่า “หายหัว” ทำได้แต่เล็ก ๆ แต่หายตัวทำไม่ได้ บางคนเขาว่าผู้เขียนบ้า ทั้งหมู่บ้าน (บ้าวิชา) แต่ก็เป็นคนเดียวทั้งหมูบ้าน ที่ว่าบ้า แต่ได้ไปเรียนหนังสือถึงกรุงเทพ หายหัวนี่ก็ทำได้ไม่ยาก เวลาจะใช้ จะหาไม่เจอ แต่เวลาจะกิน ไม่ต้องเรียกก็มา การฝึกปฏิบัติตามนี้ คือฝึกไปสนุกไป คนที่ไปชอบ ผู้เขียนฝึกแต่อายุ 10-20, 20-30 ปี อายุ 30 ปีเศษ รู้เคล็ดของการทำสมาธิ ถืออาคมให้ขึ้น คือ พัฒนาทางอาคมดีขึ้น รู้เคล็ด (แต่ก็ไม่ไปถึงไหน) อายุ 30-40-50 ปี ก็ยังเหมือนเดิม คิดว่า ตัวเองอยู่บนยอดเขา มาพิจารณาดู ตัวเองก็อยู่ตีนเขา ที่เดิม เดินมาได้ 1 รอบภูเขากลับมาที่เดิม เพิ่งจะเรียนชั้นอนุบาล (ใช้เวลา 20 ปี) พอดีบุญเก่าตามมาทัน ได้พบหนังสือธรรมคำสอน ของท่านอาจารย์ชา และหลวงปู่ดุลย์ (ตามคำทำนายของหลวงพ่อกวย) ผู้เขียนได้ธรรมข้อแรกคือ ไตรรัตน์ (ทุกขัง, อนิจจัง, อนัตตา) โลกทั้งโลกเปลี่ยนไป ถ้าท่านปฏิบัติแบบสนุก ๆ แบบผู้เขียน ก็จะไม่ได้อะไรเลย แบบผู้เขียนนี่แหละ 20 ปีก็ไม่ได้อะไรเลย สิ่งที่ได้คือสมาธิเล็ก ๆ น้อย ตายแล้วก็กลับมาเกิดใหม่ คาถาเบื้องต้นที่หลวงพ่อสอน เช่นเวลาจะขับรถ (สตาร์ท) ท่านพูดว่าใช้บทนี้ “อมมหา ระวัง” คือ ตั้งสติก่อนสตาร์ท ด้วยคาถานี้ จะต้องดู เกียร์รถว่าว่างอยู่หรือเปล่า, คาถาเดินทางเข้าป่า ใช้ “อมมุดมุด พญาครุฑจะเดินดง” จะป้องกันงูพิษได้, เดินทางป้องกันเจอโจรหรือพบโจรผู้ร้ายใช้คาถาหัวใจโจร “กันหะเนหะ” หรือบท “อิตถี โจรัง วินัสสันติ” (หลวงพ่อแช่ม วัดฉลองใช้บทนี้ หลวงพ่ออาจไปเรียนมา) ผู้เขียนใช้คาถาเสือสมิง ก็รู้สึกว่าดีเวลาเดินทางฯ ที่เล่ามานี้ คือ ความล้มเหลว แต่ก็ดีบ้างไม่ดีจริงบ้าง ผู้เขียนใช้สมาธิและเวลาเหล่านี้ ศึกษาเรื่อง ผี, วิญญาณ จึงได้รู้ว่า ตัวเราก็คือ ผี หรือวิญญาณ คือค่อย ๆ ฝึกดูศพ, นอนกับคนก่อนตาย จนตาย นอนอยู่ด้วยกัน ในมุ้งเดียวกัน ฝึกอยู่หลายปี เลยไม่กลัวผีศพ, ผีวิญญาณฯ ผีที่น่ากลัวกลับเป็นหนังผี ไม่มีผีเอามือบีบคือคนแบบในหนัง ผีมันจะกลัวเรา เขาไม่มีสร้อยประคำ, ไม่มีมีดหมอ, ไม่มีทรายเสก, ไม่มีข้าวสารเสก, ไม่มีใบหนาด, แทบไม่มีอะไรเลย ผีแม่นาคเค้าเดิม แต่งงานกับคนโขน มีสตางค์ เรื่องจริง ๆ แม่นาคตายก่อน ออกลูกตาย ลูกหลานสามีแม่นาค กลัวปู่ ตา แต่งงานใหม่ สมบัติจะกระจัดกระจาย เลยแต่งเรื่องหลอกผี ให้คนไม่มาแต่งงานกับปู่ตา ทำเป็นผีวิดระหัดเข้านา, เอาหินปาชาวเรือแพ เจ้าอาวาสวัดมหาอุศย์ เล่าให้พระราคาคณะในกรุงเทพให้ฟัง ไม่มีผีแม่นาค เรื่องที่ฟังและดูในละครดังมาก และในหนังต่อมา เป็นเรื่องแต่ง เรื่องที่แม่นาคแต่งงานกับนายมาก เป็นเรื่องแต่งขึ้น น่ากลัวมาก มีสมเด็จโต นายมากไปรบ เมียตาย (แม่นาค) มีสมเด็จโต, มีปั้นเหน่ง, เอาปั้นปั้นเหน่งถวายเสด็จกรมหลวงชุมพร แต่งขึ้นทั้งนั้น แต่ดูแล้วน่ากลัว สนุกตื่นเต้น ผู้เขียนเคยกลัวมาก เป็นเรื่องของผีไทย ที่มีเค้า (มูล) จากเรื่องจริง หนังแม่นาค แม้สร้างใหม่ก็น่าดู

ก่อนที่เราจะไม่กลัวผี เราต้องเข้าใจว่า เราคือ ผี มีผีอยู่ในตัว แต่เราก็กลัวอยู่ ไม่อยากเจอ ผู้เขียนใช้ธรรมข้อนี้ อ.ชา พูดว่าท่านเคยกลัวเสือ ได้หนีเสือ พอคิดขึ้นได้ ท่านมาพิจารณาว่า กลัวอะไร ลงท้าย คือ กลัวความตาย พอคิดได้ว่าท่านกลัวตาย พอคิดได้ว่า กลัวแล้วหนีตายได้หรือไม่ คิดได้ว่าหนีไม่พ้น พอคิดได้ว่ากลัวแล้วหนีตายได้หรือไม่ คิดได้ว่าหนีไม่พ้น พอคิดได้ท่านเลยไม่กลัวอะไร สุดท้ายคือ กลัวตาย แต่ไม่มีใครหนีตายพ้น ท่านเลยไม่กลัวอะไร เมื่อไม่กลัวอะไร ผีก็ไม่กลัว คนก็ไม่กลัว, ตายก็ไม่กลัว เมื่อไม่กลัวผี เขาจึงให้เรา เจอกับผีได้ พูดคุยได้ เลี้ยงไว้ ในบ้านก็ได้ รอบ ๆ บ้านก็ได้ เดินไปหาเขา ตอนกลางคืนตามศาลเจ้า (ที่เขาทิ้ง) ตามต้นไม้ก็ได้ คนยังกลัวผี เขาจะไม่ให้พบได้ง่าย ๆ มีมติติวางอยู่ ไม่ให้เห็นกัน (นอกจากคนใกล้ตาย, คนบ้าฯ)

เรื่องตัดใจไม่ให้โกรธ เวลาปะทะกัน อ.ชา สอนว่า เขาด่าเราว่าเราอิจฉาเรา ถ้าเขาว่าเราเป็นความจริง เรามาพิจารณาดู ก็เป็นความจริง เรามาพิจารณาดู ก็เป็นความจริง เราจะไปโกรธเขาทำไม แก้ไขซะ ถ้าเขาด่าเราไม่จริง ก็มันไม่จริง เราจะไปโกรธเขาทำไม ก็มันไม่จริง ถ้าเขาอิจฉาเราแกล้งว่า ให้ฟังคิดว่าเป็นเสียงนก เสียงกา (เสียงหมาเห่าก็ได้) ให้คิดว่ายังดี แค่เขาด่าเรา ถ้าเขาตีหัวเรา ให้เราคิดว่า ยังดีแค่เขาตีหัวเรา ดีว่าเขาไม่ฆ่าเรา ถ้าเขาฆ่าเราก็ให้คิดว่ายังดีเขาแค่ฆ่าเรา เขาฆ่าเรายังดีกว่าที่เราต้องฆ่าตัวตายเอง (ผูกคอตาย, ยิงตัวตาย) ถือว่าโชคดี (แต่ถ้าถึงขึ้นฆ่ากัน ควรหาพระดี ๆ เก่ง ๆ คล้อง ถ้าเราตายก่อนเวลาอันควร ลูกเมียอาจลำบาก แต่อย่าไปฆ่าเขา เราตายเราอาจสบาย เราติดคุกไม่สบายเลย)

เรื่องไฟไหม้, น้ำท่วม, ลูกตาย, สามี, ภรรยาตายฯ ให้คิดว่าเป็นกรรม เขาทำมาแค่นี้ ไฟก็ทำหน้าที่ของเขา เด็กก็ตายได้ ผู้ใหญ่ก็ตายได้ เป็นเรื่องกรรมเก่าที่ทำมา คนต้องตาย พิจารณาอยู่เสมอส่วน บางคนรวย, จน เป็นใหญ่เป็นโต อ.ชา พูดว่าเราไปหมาย (คิดเอาเอง) ว่าเขาดีกว่าเรา จริง ๆ คนเราก็มีเท่า ๆ กัน ทหาร, ตำรวจ, รัฐมนตรี, อัยการ, ศาล ฯ มีทุกข์, สุข, มีกรรมฯ เหมือน ๆ กัน แต่คนเราไปหมาย (คิดเอา) ว่าคนโน้น คนนี้ ดีกว่า จริง ๆ ก็มีทุกข์, สุขฯ เหมือน ๆ เรานี่แหละ ธรรมข้อนี้ ต้องคิดให้แตก จึงจะมองออก

นอกเสียจากผู้คิด ท้อแท้ปล่อยไปตามกรรม จึงคิดว่าเขาดีกว่า ไม่ทำตัว ให้เป็นประโยชน์ ทำตัวให้ตกต่ำ ทุก ๆ คนสามารถทำความดีได้ตามกำลัง

เริ่มเข้มข้นขึ้น ของการปฏิบัติ คนที่จะปฏิบัติแบบเข้มข้น โดยมากต้องพร้อม ความพร้อมข้อนี้ก็สำคัญ คือ สตางค์ ถ้าพอมีปัจจัยลูกก็โตแล้ว ทำงานแล้ว คนปฏิบัติจะมีโอกาสดีกว่า คนที่ยังไม่พร้อมทางปัจจัย แต่ถ้าคนที่ยังไม่พร้อม ก็ให้ปฏิบัติแบบขั้นต้น ไปพราง ๆ ก่อนจะดี ถ้าเป็นพระก็จะดี มีโอกาสมากและยังต้องเป็นหลักที่ปรึกษาให้ลูกด้วย ถ้าลูกต้องการ อีกข้อคือ เลิกทำอะไรก็พอเลิกได้ แต่ยังต้องเป็นหลักหาสตางค์ให้ทางบ้าน (ลูก, เมีย) ปรึกษาแต่ไม่ฝักใฝ่และต้องไม่ตายก่อนภรรยา (พ่อ, แม่) แต่ถ้ายังรักโลกนี้อยู่ก็ปฏิบัติแบบผู้เขียน สนุกไป 20 ปี (คือคิดว่าตายแล้ว เดี๋ยวก็มาเกิดใหม่สนุกดีจริง ๆ ก็สนุกดี สวรรค์ไม่มีมือถือ, ไม่มีรถ, ไม่มีไฟฟ้า, ประปา, ไม่มีเครื่องมืออำนวยความสะดวก แทบไม่มีอะไรเลยอยู่กันเฉย ๆ ภาวนา อย่างเดียว ไม่มีหุงหาอาหาร ไม่มีงานอะไรทำ ถ้าคนไม่ชอบภาวนา (นั่งภาวนาเฉย ๆ ) ไปสวรรค์ก็อยู่กับเขาไม่ได้ เดี๋ยวก็กลับ ถ้าคนพอใจในโลกมนุษย์ ก็ยุติแต่ภาคอนุบาลแต่เพียงนี้ ไม่ต้องอ่านตอน 2 (ปฏิบัติภาคต้นคนทั่วไปเรียกว่า อาณาปานสติ (นั่งกดทับกิเลส))

ตอน 2

หลังจากปฏิบัติแบบเล่น ๆ มาตก 20 ปี (อนุบาล) ผู้เขียนเบื่อทางโลก กลัวกรรมเก่าที่ไม่ดี กลัวเกิดมาใหม่ตาบอด, หูหนวก, พิการ, กลัวเกิดมามีโรค, กลับเป็นเอดส์, ไต, เบาหวาน, กลัวน้ำท่วม, ไฟไหม้, กลัวแม้การเรียน จบแล้วก็แย่งชิงกันสอบทำงาน ทำมาก ๆ ก็มีโรค แล้วก็อ้วนตาย เบื่อแก่งแย่ง กลัวติดคุก (ตอนนี้กลัวโควิด 19) ได้ปรึกษาหลวงพ่อแบบจริงจัง ท่านให้ปฏิบัติแบบจริงจัง, อ.ชา, ลป.ดุลย์ ก็ให้ปฏิบัติอย่างเดียว เอาแบบจริงจัง ไม่ต้องทำอะไร ให้ภาวนาทั้งกลางวัน, กลางคืน, ตลอดเวลา นั่ง, นอน, ยืน, เดิน, ขับรถ, ทำงาน ทุกลมหายใจ ให้ถือศีล 8 หรือ ศีล 10 (ศีลเณรเป็นเป็น อะพรหมมะจริยะเวระมณี คือ ถือเพศพรหมจรรย์) ไม่ยุ่งข้อกาเม การถือศีลข้อนี้ ให้พิจารณาคนให้เป็นศพ ถ้าเห็นคนเป็นศพ ก็จะกลัวผู้หญิง เห็นเขาเป็นผี ทางเพศจะหมดไปเฉย เกิดอาการกลัวผู้หญิงด้วย (ศพ) ดำรงชีวิตแบบง่าย กินข้าวเช้า 1 มื้อ กินผักน้ำพริก, ปลาร้าสับ (ลาภปลาร้า) ผักปลูกเอง, มื้อกลางวันกินน้ำผลไม้ถ้ามีหรือผลไม้มื้อเย็นกินน้ำปานะ (ภรรยา, ลูก ชงให้กิน) ความเป็นอยู่ทำให้ว่ายที่สุด เป็นไข้ซื้อยาแก้ปวด กินกับยาปฏิชีวนะ 5 วันก็หาย ไอ เจ็บคอ ซื้อยาแก้ไอกิน เป็นหนักไปหาหอมประจำตำบล ให้น้ำเกลือ, ฉีดยาให้ ยากิน 200-300 บาท (ให้น้ำเกลือผสมวิตามิน แทงเข็มแล้ว ขึ้นรถเอามาให้ที่บ้าน) ผมใช้เงินแบบประหยัด เสื้อผ้า เครื่องใช้ก็ได้แบบไม่แพง ตำราชีวิตแบบที่อยากเป็นไม่เบียดบังตัวเอง เงินเลยเหลือ พอดูแลเด็กกำพร้า ส่วนการปฏิบัติการถือศีล มันเป็นของมันเอง ไม่มีการถือ แต่พอใจที่จะทำ เขียนขึ้นเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ ไม่อยากให้เสื่อมสูญไป วิธีปฏิบัตินี้ “เรียกว่าวิปัสสนากรรมฐาน” ผมเพิ่งเข้า ป. 1 โปรดเข้าใจ หากมีคนปฏิบัติตาม 1 ใน 100 คน ผู้เขียนก็พอใจ ถ้าไม่เขียนขึ้น หรือบันทึกเอาไว้ แสดงว่า ผมไม่ได้ตอบแทนบุญคุณท่านเลย วิปัสสนากรรมฐาน แปลว่า พิจารณาให้เห็นในความเป็นจริง เริ่มต้นที่ ศีล, สมาธิ, และปัญญา คือ รับศีล หรือถือศีลได้เอง เห็นคุณของศีล ศีล 8 เป็นศีลขึ้นต้นที่สำคัญสุด, สมาธิต้องทำตลอดเวลา ถ้าว่า ถ้ามีโอกาส นั่งสมาธิแล้ว มาพิจารณาธรรม ธรรมจะเกิด อะไรเป็นธรรม (ธรรมเก่า) ให้นำมาพิจารณา ธรรมใหม่ถ้าเกิดให้จำไว้ มองอะไรให้เป็นธรรม (ลูกตาย, เมียตาย, เมียฆ่าผัว, ผัวฆ่าเมีย, นายไม่ยุติธรรม ลูกฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ คนใจร้อนเลยต้องติดคุก ลูกตายในท้องได้, อนุบาลก็ตายได้ เรียนโรงเรียนนายร้อยก็ตายได้ฯ พิจารณาตลอดเวลา เวลาเกิดขึ้น จะได้ไม่ขาดสติ) ก่อนนั่งสมาธิ ให้รับศีล รับเอง ขอเอง หาที่นั่งพอเหมาะ แผ่เมตตาก่อน แล้วก็นั่งไปเรื่อย เมื่อยก็เดินจงกลม ตื่นอาบน้ำแปรงฟัน แล้วก็นั่งกลางคืนไม่ง่วงก็ไม่ต้องนอน เวลานอนให้นอนแบบคนตายไม่เอามือ ทับกัน วาง (มือแขน) วางข้างตัว, ขาก็ไม่ทับกัน พระพุทธองค์นอนแบบสีหไสยาสน์ พิจารณาธรรมไม่ให้ประมาท พร้อมให้โอวาท, อ.ชา นอนคล้ายกัน แต่แขนที่รับน้ำหนักแบบราบลงไป, ลพ.กวย นอนบนหมอนไม้ (หมอนเหนือ) พับได้ หลวงพ่อกวยนอนแบบไม่หลับตา ไม่รู้ท่านทำของท่านอย่างไร การนอนแบบศพ (คนตาย) จะหลับลึก ผู้เขียนนอน นอนอยู่ 2-3 ชั่วโมง พอหลับไป จะเหมือนกับได้หลับไป 2 เท่า คือ 4-6 ชั่วโมง ก่อนนอนให้เข้าสมาธิขณะหลับ ตื่นแล้วอาบน้ำแปรงฟัน ภาวนาต่อ ถ้าทำได้เป็น 10 วัน หรือเป็นเดือนเป็นปี จะเห็นผลก้าวหน้า แต่อย่าหวัง, ไม่หวัง, ไม่อวด, ไม่แสดงตัว, ไม่พูด, (หาคนฟังไม่มี) ผู้เขียนมีโอกาสดี มีสหายทางธรรม เขาจะฟังธรรม (ขอเฉพาะหลวงปู่ดุลย์, อ.ชา) 2 องค์ เขาจะฟังธรรม จนหลับไป 3-4 ทุ่ม สว่างฟังต่อตี 4 พอตี 5 ถ้าเขาสะดวก (2-3 วันครั้ง) เขาจะนำธรรม อ.ชา และลป.ดุลย์ มาเล่าให้ฟังประจำ ภรรยาของผู้เขียนเอง (แต่เขาไม่ได้ทำสมาธิ คือวุ่นอยู่กับงานบ้าน) อาหารเขาก็จะทำให้ ถวายให้แบบพระ งู, คางคก, หนู, ตะขาบ, แมงป่องฯ เราไม่ชอบเขา เกรงเขาจะมารบกวนคนในบ้าน ก็แผ่เมตตาให้เขา ถ้าเขาเข้ามาในบริเวณบ้าน ถ้าเจอเราเขาจะรีบไป เช่น มังกรทอง, งู, คางคก, ถ้ามีหมาในบ้านจะจับเล่น อมเล่นแล้วเมา (บางแก้วขี้เมา) ไม่ช้าคางคกก็จะตาย, ตะขาบ, แมงป่อง, ถ้าเผลอเข้ามา จะโดนเหยียบตายเฉย ๆ เลย (คนเหยียบ มาเป็น 10) มังกรทอง, งู ถ้าเจอเราเขาจะรีบไป เพราะถ้าไม่ไป หมาจะรุมกัดตาย, นกพิราบ มาอยู่มาก เกรงเขาจะนำไข้หวัดนกมาให้ แผ่เมตตาไป อีกา มาจัดการหนีไปหมดเลย, ไก่เลี้ยงไว้เป็น 100 ตัว กลัวเป็นไข้หวัดนก เขาตายก่อนไข้หวัดนกจะมาเฉย ๆ ก็แปลกดี ในเรื่องปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมนี้ หลวงพ่อบอกก่อนมรณภาพ มาจากมรรค มีองค์ 8 ลงสรุปที่ศีล, สมาธิ, และปัญญา ไม่ต้องใช้วัตถุทาน คือ ไม่ต้องมีผ้าป่า, กฐิน, อาหาร, พระพุทธรูปฯ ไม่ต้องใช้อะไรใช้ภาวนาอย่างเดียว ลป.ดุลย์, อ.ชา พูดว่า ถึงจะเลี้ยงพระวันละเป็น 100 รูป, สร้างโบสถ์, สร้างศาลา, สร้างสะพาน, สร้างโรงพยาบาล, สร้างโรงเรียนฯ ถ้าไม่ภาวนาก็ไปไม่รอด เพราะวัตถุที่สร้าง 3 ชั่วคน ก็พังแล้ว ต้องสร้างใหม่ แต่ถ้าจะให้พ้นทุกข์จริง ๆ ต้องภาวนาถือศีล คือประโยชน์ของศรีนี้ ถ้าใครมี ลูก, เมีย, พ่อตา, แม่ยาย, น้องเมีย, ลูกเลี้ยง, ของสมบัติเงินทองฯ จะปลอดภัยเมื่ออยู่กับคนมีศีล (ศีล, สมาธิ, ปัญญา)

การไปเมืองผี ถ้าท่านไม่กลัวผี เขาก็จะให้ท่านพบผีได้ ผีพ่อ, ผีแม่, ผีญาติ, ผีอดยาก, ผีจร, การไปเมืองผี, ถ้าท่านฝึกจิตดีพอ ขอพบผีพ่อ, ผีแม่, ผีญาติ ก่อนนอนก่อนสวดมนต์ ให้จุดธูป ขอพบญาติกับยมทูต ปักธูป 2 ดอก ขอพบ ปักไว้หน้าบ้านกลางแจ้ง ปัก 3 ดอก บอกหลวงพ่อแล้วเข้าสมาธินอน ถ้าเขาอนุญาต เขาจะให้ไปพบ ไปโดยถอดจิตไป ไปสวรรค์ ให้จุดธูป 3 ดอก บอกหลวงพ่อ และเราดีพอ (ศีลแม่น ศีลดีบริสุทธิ์) ก็จะไปได้ ส่วนการถอดจิต (ฝึกถอดจิต) ขณะทำสมาธิ ให้ดึงวิญญาณจิตของเรา ออกมายืนหรือนั่งข้าง ๆ ฝึกให้ออกจากร่างประจำ ไม่ช้าเขาจะเคยและเวลาเขาอยากไปไหน มาไหน เขาจะแอบไป ขณะจิตของเราเข้าสมาธิ (ภวัง) จิตของเราเวลาเข้าสมาธิ ถึงจุดหนึ่ง เวลาจะหายไป บางครั้ง 2-3-4-5 ชั่วโมง (ยืนนิ่งอยู่หรือนั่งอยู่ก็ได้) ส่วนคำถาวนา บางสำนักก็ภาวนาแตกต่างกัน สุดท้ายเมื่อจิตนิ่งก็จะแทบไม่มี หรือไม่เหลือ คำภาวนาเลย สำนักของหลวงพ่อ, ของหลวงพ่อชา, ลป.ดุลย์, อาจารย์ใหญ่มั่น จะภาวนาพุทโธ คือ พอดีกับลมหายใจเข้าออก เข้าพุทธ โธออก สรุปคือ ถ้าท่านปฏิบัติตามแนวทางนี้ ท่านสามารถท่อง 3 โลกนี้ได้ ผู้เขียนรับรอง แต่นิสัยของท่านจะชอบหรือ เบือโลกจริงหรือ จะภาวนาได้ทั้งวัดทั้งคืนได้หรือ ไม่ต้องทำอะไร ภาวนาเฉย ๆ ทั้งวัน ทั้งคืน จิตที่อยู่ข้างบน ท่านก็ทำแบบนี้ นั่งเฉย ๆ ผมเข้าใจมันทำได้ยาก ถ้าใจไม่รัก ไม่เบื่อโลกนี้จริง แต่ผมกลับชอบคือผมเป็นไข้แตงโม อาการของไข้แตงโม คือ งานการเบื่อเหม็น ข้าวปลากินได้ (คนที่ดูแลเน็ทเป็นลูกชายจูเนียร์ ผู้เขียนไม่ได้ทำ) รายงานข่าว อาทิตย์ 12 เมษายน 63-20 เป็นวันคล้ายวันมรณภาพของหลวงพ่อ แต่ปีนี้มีโควิด 19 ทางวัดงดทอดผ้าป่า, งดจัดงาน ปิดวัดเลย เช้านี้ผู้เขียนได้จัดอาหารไปเลี้ยงพระที่วัดปากน้ำ (วัดใกล้บ้าน) อุทิศให้หลวงพ่อ พระมี 15 องค์ จัดอาหารไป 3 ชุด (วง) มีปลาร้าสับ, น้ำพริก, ต้มยำกุ้ง, ปลาตัวใหญ่นึ่ง, ข้าวต้มฯ และนิมนต์พระสวดบังสุกุลให้หลวงพ่อ หลวงพ่อมรณภาพ วันที่ 12 เมษา 2522 เวลา 7.55 น. (เช้า) ก็แปลกวันนี้ 12 เมษา เช่นกันเป็นวันพื้นคืนชีพของพระเยซู ผ้าป่าปีนี้ได้น้อยมาก เพราะโควิด 19 แต่ก็ไม่เป็นอะไร วัดก็ไม่ทรุด ขอให้คนไทยรอดปลอดภัยก็ใช้ได้ ปัจจัยได้โอนให้วัดหนองเฒ่าไปแล้ว 3 หมื่นบาท มอบทุนการศึกษาให้เด็กไป เดี๋ยวไม่มีมอบให้เอาไปช่วยทางบ้านด้วย (โควิด 19) มอบให้ไป 2 คน คนละ 5,000 บาท (คนหนึ่งพ่อเป็นช่างตัดผม กำลังเจ็บหนัก, อีกคนแม่เลี้ยงเดี่ยว) เด็กอนาถา (ไปรษณีย์เลี้ยงไว้) 4 คน เหมาจ่าย 2 หมื่น อีก 1 คน ไปรษณีย์เลี้ยงไว้ ได้รับโควต้า เข้ามาเรียนมหาลัยในกรุงเทพ 4 ปี เด็กก็ไม่รู้เรื่อง ทางโรงเรียนส่งไปก็ดีใจ (ไปรษณีย์ สุนี แม่บุญธรรม) ก็ดีใจ แต่ไม่รู้เรื่องค่าใช้จ่ายเลย ได้มอบให้ไป 1 หมื่น 5 พัน เด็กคนนี้เดิมก่อนปิดบึงฉวาก (บึงบรรหาร) เด็กได้เป็นคนให้อาหารปลา (มนุษย์กบ) เขาจ้างชั่วโมงละ 20 บาท (เสาร์, อาทิตย์) คือให้อาหารปลาอุโมงค์ตอนนี้บึงปิด เด็กเลยไม่มีรายได้ เด็กคนนี้ต้องการความช่วยเหลือ เพราะการมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพนั้นค่าใช้จ่ายสูงมาก ส่วนเงินผ้าป่าทอดที่วัด วัดเปิดเมื่อไร ผู้เขียนจะน้ำเข้ามูลนิธิวัดในโครงการซื้อที่ดิน, สร้างกุฏิ, และทำรูปหล่อใหญ่สูงเท่ายอดตาล แบบวัดอื่นเขานิยมทำ (นำสรีระ, รูปหล่อเท่าองค์จริง, กองอำนวยการจำหน่ายวัตถุมงคลเอาไว้ใต้ฐานรูปหล่อใหญ่ฯ) จบรายงานข่าว 12 เมษา 63

ต่อหน่อยนะ ภาค 2 ต่อ

(1) วิปัสสนากรรมฐาน คือ พิจารณาให้รู้ความจริงเริ่มจากศีล, สมาธิ, และปัญญา (พิจารณาที่เรียกว่าวิปัสสนากรรมฐาน) ต้องมองให้เห็นในความเป็นจริง เช่น พิจารณาให้ออกว่า คนคือ ศพผีน่ากลัว, พะโล้ขาหมู, (ขาผีต้ม), กินข้าวกับศพไก่, ศพปลา, ลำไส้ศพหมูฯ

(2) ไม่ดูมหรสพ หนังสือพิมพ์, ข่าว ซีดีหนัง, เพลงฯ จะทำให้จิตใจเราไม่สงบ

(3) อยู่กับสติ ตลอดเวลา คือ อยู่กับภาวนา จึงจะไม่ขาดสติ จึงไม่ฆ่าเขา, ยิงเขา, ตีหัวเขา ฯ แล้วเราถ้าขาดสติก็อาจติดคุก (ติดคุกตอนแก่ไม่ดีเลย)

(4) อยู่กับธรรม ธรรมตรงข้ามกับศีล เมื่อมีศีลก็ให้มีธรรม อยากเห็นเขาเป็นสุข นก, หนู, ตะขาบ, แมงป่อง, งู, คางคก, มังกรทอง, น้องเมีย, ลูกเลี้ยง, เมื่อเราแผ่เมตตาให้เขา เขาจะปลอดภัย เขาจะเป็นสุข และไม่มารบกวนเรา หนีไปเอง ตายเอง แม้หนูอยู่บนหลังคา ก็ลงมาตายเอง ตายเป็นครั้งละ 5-6 ตัว คนเลว, คนพาล ก็จะหนีไปเฉย ๆ

(5) การปฏิบัติ อ.ชา พูดว่า ไม่มีคำว่า ทำเล่น, เดินเล่น, นั่งเล่น, ฯ ทุกอย่างเป็นจริงทั้งหมด ไม่มีเล่น ส่วนคำว่า ฌาณ (ช-า-น) แปลว่าเครื่องมือดับกิเลส (พระหลายรูป เอามาคุยอวดว่าเป็นฤทธิ์) ลป.ดุลย์ ได้คุยปรารภ กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ว่า กิเลสตัวไหนเกิดก่อนก็ดับตัวนั้นก่อน ส่วนคำว่า ญาณ (ย-า-น) แปลว่า องค์ความรู้ (พระก็มักเอามาคุยว่าเป็นฤทธิ์เช่นกัน)

สรุปผู้ปฏิบัติต้องรู้ด้วยจิต ไม่ใช่รู้ด้วยปัญญา (คิดว่ารู้) รู้ด้วยจิต จึงจะเรียกว่ารู้ จึงจะไป 3 โลกได้ เช่น

(1) รู้ว่าจิต จริง ๆ ไม่ใช่ของเรา เราบังคับเขาไม่ได้ (แม้บังคับได้ดับกิเลสได้ จิตก็ยังไม่ใช่ของเรา) เช่น จิตอาฆาต แต่มันไม่ยอม พยายามคิดนึกตลอดเวลาทั้งยามหลับและยามตื่น

(2) สมบัติ รู้ว่าตายแล้ว เอาไปไม่ได้ แต่ก็ตัดใจไม่ได้ ต้องเข้าใจไปในจิต จึงจะยิ่งใหญ่ ละได้ เสียสละ บริจาคทานฯ

(3) สังขาร ก็ไม่ใช่ของเรา เราบังคับไม่ได้ ผมหงอก, ตาฝ้าฟาง, สุขภาพไม่ดี จะตายหรือตาย อยู่ ๆ ตายเฉย ๆ เลย

(4) จิตวิญญาณก็บังครับเขาไม่ได้ (ถึงบังคับได้แบบพระอรหันต์ แต่จิตวิญญาณก็ไม่ใช่ของเรา เขาจะไปนั่นไปนี่ แทบทุกครั้งเราบังคับเขาแทบไม่ได้ แม้ตายไปเขาจะไปเกิด ก็บังคับเขาแทบไม่ได้

(5) ลมหายใจ ลมหายใจก็ไม่ใช่ของเรา หายใจอยู่ดี ๆ หยุดหายใจเฉย ๆ เลย บังคับไม่ได้ (ยังมีอีกหลายอย่างฯ)

สรุปจบภาคปฏิบัติสมบูรณ์แล้ว ดีใจที่ได้ตอบแทนบุญคุณของท่าน เขียนหนังสือลงนิตยสาร เพื่อแจกกับเงินผ้าป่า บูรณะวัด ของหลวงพ่อทำกุฏิ, ศาลา, หอสวดมนต์, ซุ้มประตู, เมรุ, วิหาร, รูปหล่อ, บูรณะวัดปากน้ำ, วัดหัวเด่น, วัดหลวงพ่อ ตั้งแต่ปี 2530-2563 ปีหน้า 2564 ผู้เขียนแทบจะไม่มีวัตถุมงคล แจกกับซองผ้าป่าเลย ไม่มีปัจจัยสร้างใหม่ เศรษฐกิจไม่ดี โควิด 19 ระบาด แต่ท่านที่เคยช่วยแจกซองผ้าป่า ถ้าต้องการวัตถุมงคลดังนี้ขอได้ฟรี แหวนนิ้ว, สีผึ้ง, ลูกกระสุนคต, ปิดตาปลดหนี้ (ปิดตาปลดหนี้ต้องขอได้ฟรี ปลดหนี้ไม่ใช่เพิ่มหนี้) ขอก่อนปีใหม่ ปี 64 ก่อนแจกซอง

ไหน ๆ จะจบ ขอพูดคุยเป็นครั้งสุดท้าย คิดว่าคุยกันตอนจาก (จบ) ก็แล้วกัน เรื่องผีกระหัง (ผีไอ้ย่องดอด) และความหวังหรือความตั้งใจ ของผู้เขียน (ความหวัง) ครั้งสุดท้าย เรื่องผีกระหังนี้ หลายคนหลายครั้ง ได้สร้างเป็นภาพยนตร์ (หนัง) โดยทำรูปผีกระสือ มีหัว มีไส้ น่ากลัว, ผีปอบ, ผีกระหัง, ผีกระสือ ผมไม่เคยเห็น ผีปอบ เขาสิงอยู่ที่ร่างคน มีทั้งผีปอบตัวผู้และตัวเมีย ทางอีสานมีการเรียกเข้ากระบอกไม้ไผ่ ปิดผ้ายันต์ แล้วนำไปเผา ผู้เขียนไม่เคยเห็นตัวเช่นกัน แต่เข้าใจว่าและคิดว่า เรื่องผีกระหังนี้ จริง ๆ ไม่ใช่ผี ผู้เขียนเคยโดนมันดูดเลือดกิน ตอนกลางคืน 3-4 คืน ขณะเจ็บอยู่ ตอนนั้นผู้เขียนอายุ 4 ขวบ พอ 4 ขวบ โตมา (สุขภาพไม่ดี จะตาย เจ็บขนาดเห็นนรกและยมทูต) 4 ขวบ โตมาตาก็มืดไป (บอด) ขณะตาใกล้บอด นอนเจ็บเดินไม่ได้ พูดไม่ได้ รักษาตัวอยู่กับหมอมา (บ้านท่าบ้านหลวง บ้านเกิด อ.หันคา จ.ชัยนาท) ขณะป่วยพักบ้านปากน้ำ ดึก 4-5 ทุ่ม – เที่ยงคืน – ตี 2 ในเงามืด (มึด) มีผีตัวเล็ก ๆ ได้มุดคลานมุดมุ้งเข้ามา (ในมือเขามีสากไม้ 2 อันเป็นอาวุธ มีกระโล่ (กระด้ง) ผัดข้าว เป็นปีก 2 ปี หน้าตาคล้ายคน (คล้ายหมา, คล้ายค้างคาว) มันคลานมาใกล้นิ้วเท้า แล้วมันก็กัดกินเลือด ดูดเลือด บริเวณนิ้วโป้งของเท้ากับนิ้วชี้ มันมา 3-4 คืน ผู้เขียนกลัวมันมาก ผีนะครับใครจะไม่กลัว อายุแค่ 4 ขวบ ก่อนจะเขียนเรื่องเพื่อบันทึกเรื่องนี้ ได้ขอให้เขามา เขาก็มา มาเกาะที่มุ้งลวดห่างแค่ 1 ศอก ตัวเขาเล็กเท่าลูกเจี๊ยบไก่ เขาเป็นค้างคาวแวมไพรด์ (ค้างคาวดูดเลือด) คนเจ็บแต่ก่อน ก่อนตาย ในชนบทในป่า โดยมากจะเจอเขาและเล่าเรื่องราวไว้ คนก็คิดวาดภาพ ว่าเขาถือสากไม้ 2 หัว (หนักและใหญ่) เป็นแขนปีกของค้างคาว ส่วนปีกที่ทำจากกระโล่หรือกระด้งผัดข้าว ก็คิดเอา คือเห็นปีกค้างคาว ก็จินตนาการเอาจากคนเจ็บ และคนแต่ก่อน (เจ็บ) ที่โดน ค้างคาวดูดเลือดกันกินเลือด มักจะตายคือเจ็บหนัก เลยกลัวมาก ได้วาดภาพจากจินตนาการว่าผีกระหัง หรือไอ้ย่องตอด นี้ตัวใหญ่เท่าคนน่ากลัว กินเลือด มีอาวุธ คือ มีสากตำข้าวขนาดใหญ่ 2 อัน (หนักมาก อันเดียวต้องยกถึง 2 มือ) ผีอะไรจะถือสากตำข้าว แค่มือเดียว และเอากระด้งหรือกระโล่มาทำปีก ผีเป็นวิญญาณ มันยกสากไม่ไหวหลอกและมันจะเอากระโล่, กระด้ง มาทำปีก็ไม่ได้ คนยังทำไม่ได้ ยิ่งบิน ยิ่งเพ้อเจ้อไปใหญ่ (ให้ลอง ๆ โทรไปคุยกับหมอปลา (ปลา) ดูมือปราบสัมภเวสีน่ะ) ตอนตาบอดก็รักษากับหมอมา (บันทึกชื่อด้วยความเคารพ) เห็นยมทูต เห็นนรกเลย พ่อเป็นศิษย์ของหลวงพ่อ ได้สติได้ยกให้หลวงพ่อเป็นลูก (ยกให้เลยไม่เอาเลย) ยกให้เป็นลูกจริง ได้บนไว้โก๊ะ 5 โก๊ะ ตายหายบาด อายุ 10 ขวบ พ่อให้เดินทางมากราบหลวงพ่อ ที่วัด (ย่าฉวนเป็นย่าดูแลหลวงพ่ออยู่) เดินมาคนเดียว 34 กิโลเมตร ได้มาเรียนทางสมาธิ, คาถาอาคม, บวชเณรอยู่กับ (10 กว่าครั้ง, บวชพระ 1 ครั้ง) คือ บวชตอนปิดเทอมใหญ่ และปิดเทอมเล็ก ที่เล่านี้ไม่ใช่อวดตัวว่าเบอร์ 1, เบอร์ 1 ทางพระคือ ท่านถมยา วัดท่าแก้ว, พระครูพิมพ์ วัดสนามชัย เบอร์ 1 ทางฆราวาส คือ หมอเฉลียว เดชมา (มือขวาที่เป็นฆราวาสช่วยงาน) หลายครั้ง มีคนฝันเห็นหลวงพ่อ มาที่วัดเจอหลวงพ่อกับเณร 1 องค์ ที่วัดที่วัดมีกุฏิ ไม้ไผ่กระดานพื้นเป็นไม้จริง มุงแฝก ฝากุฏิก็เป็นไม้ไผ่ หลวงพ่ออยู่กับเณร 1 องค์ ผอม ๆ หน้าเซียม ๆ ทั้งคู่ ผู้เขียนก็เคยฝันหรือถอดจิตไปที่วัด เจอวัดเดิมแบบนี้ มีสระน้ำเก่า 1 สระ วัดเป็นป่าไม้ แต่มีคนปลูกบ้าน (ญาติ) อยู่รอบ ๆ วัด วัดมีกุฏิ 2-3 หลัง หอสวดมนต์ 1 หลัง มุงแฝก (หญ้าคา) เมื่อผู้เขียนฝันเห็นหรือไปหาหลวงพ่อที่วัด ถ้าเจอมิติเก่าแบบนี้ ผู้เขียนจะเข้าไปกอดเณร แล้วตัวผู้เขียนก็หายไป เหลือแต่เณรได้พูดคุยกับท่าน ท่านพูดว่า เมื่อมึงตาย 7 ภาพ ( 7 ชาติ) มึงก็มาอยู่กับกูเป็นผีเป็นเณรอยู่ เมื่อครบ 7 ชาติ (7 ภพ) กูก็จะไปเกิด 1 ครั้ง มึงก็มาเกิดตามกู (กูต้องเกิดอีก 4 ภพ (4 ชาติ) จึงจะสำเร็จเป็นพระปัจเจกโพธิ์ สรุปคือ อีก 7 ชาติ ของผู้เขียน ถ้าคนเราอายุ 70 ปี 7 ชาติ (7 x 70 = 490 ปี ยืดหยุ่นคือ 500 ปี หลวงพ่อจึงจะกลับมาเกิดอีก 1 ครั้ง ใช้เวลา 4 ชาติ (4 ครั้ง ครั้งละ 500 ปี หลวงพ่อจึงจะสำเร็จ คืออยากบันทึกเอาไว้ ถ้าคิดว่าเพื่อเจอก็ไม่ควรอ่าน ไม่ควรสนใจเลย

ความหวัง ผู้เขียนได้ช่วยวัดต่าง ๆ เททองหล่อ หล่อรูปใหญ่เท่าองค์จริงหรือใหญ่กว่า เคยนำเขาตก 10 กว่าองค์ ที่ผูกพันก็มีที่วัด, วัดหนองเฒ่า มี 3 องค์, และจะสร้างหล่อไว้วัดปากน้ำ 1 องค์ (ใหญ่กว่าองค์จริง) วัตถุมงคลที่จะสร้าง ฝากไว้, สร้างถวายอุทิศให้หลวงพ่อ คือ พระกริ่ง ตั้งชื่อรุ่นเล่น ๆ ไว้ก่อน คือ กริ่งชินบัญชร มงคลถาวร มนต์พระกาฬ รุ่น “ปลดหนี้” สร้างจากต้นชนวน, แผ่นยันต์, ตะกรุด พระกริ่งเก่า ๆ เช่าไว้ตก 100 องค์แล้ว ตะบันหมากหลวงพ่อ ตอนนี้รวมไว้ได้ 30-40 กิโลกรัม จะบรรจุของวิเศษของหลวงพ่อของเก่าให้ไว้ทั้งหมด เพื่อแบ่งกัน, ให้ศิษย์รุ่นหลังได้ไว้บูชา ของบรรจุ มีเกศา, ผ้าสังฆาฏิ (ชันสุดท้ายคล้องคออยู่) , ผงสมเด็จโต, ผงหลวงพ่อ, แร่โคตรเหล็กไหล, เพชรหน้าทั่ง, พระธาตุทราย แม่น้ำเนรัญชรา, ไขหลวงพ่อ, พลอยเสก, พระธาตุฯ ของบรรจุ จะบรรจุเองกับมือ คิดว่าทำ 3 เนื้อ เนื้อนาบุญ (สัมฤทธิ์ ชนวน เหลือง), เนื้อนะวะสัมฤทธิ์ (แดง), และนวะโลหะ (ดำ) จะทำให้เร็วที่สุด ถ้าปีหน้า 2564 -65 ทำได้จะทำ เวลาของผู้เขียนเหลือน้อยแล้ว หลวงพ่อมาชวน หลายครั้งแล้ว ผมขอเวลาดูแลภรรยา,ลูก และหลาน ขออีก 6-7 ปี ก็พอแล้ว ตอนนี้ขอสมมุติว่าจบจริง ๆ ตอบสมาธิ แต่ถ้าเกิด 6-7 ปี ถ้าบุญมีจะบวช และอยากสร้างวัดสัก 1 วัด ชื่อวัดป่าโฆสิตาราม คือจะรื้อพื้น การทำมืดหมอ, ตะกรุดและผงพระสมเด็จตามตำราของหลวงพ่อและสมเด็จโตฯ

ที่มา: เฒ่า สุพรรณ

(อ.สมจิตต์ เทียนจันทร์)

56 หมู่ 5 บ้านปากน้ำ ต.ปากน้ำ

อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี 72120

No photo description available.

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *